(People / LGBT Best Friend)
THE DIARIES OF US
 
จาก Prism Digital Magazine
 
                ปุ๊กกี้กับเติ้ลรู้จักกันมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เรียนจบมายังได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในซีรี่ย์ “เนื้อคู่ อยากรู้ว่าใคร” เติ้ลเขียนบท ปุ๊กกี้ร่วมเขียนบทและแสดงเป็น เจ๊โฉม ตัวละครที่ขโมยซีนพระเอก-นางเอก ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างและกลายเป็นภาพจำของเธอไปแล้ว ทั้งสองคนยังได้ร่วมงานกันมาเรื่อยๆ เป็นพิธีกรร่วมกันในรายการช่องจีทีเอชออนแอร์ เล่นละครด้วยกันไม่ว่าจะเป็น เนื้อคู่ The Final Answer หรือซีรีย์เมโลดราม่าสุดฮาเสียดสีละครน้ำเน่าอย่าง น้ำตากามเทพ
 
                ตอนนี้ปุ๊กกี้เป็นพิธีกรรายการโอปอล์ ลอว์เฟิร์มและจันทร์ได้ใจ ส่วนเติ้ลกำลังจะมีซีรีย์ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ทางช่อง GMM25 ที่มารับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งแรก
 
                ถ้าจะให้นับเวลา คู่นี้ก็รู้จักกันมาสิบกว่าปี เรียกได้ว่ารู้ไส้รู้พุงกันหมด ไม่มีอะไรต้องมาเก๊กเหนียมอาย เหมือนเป็นไดอารี่มีชีวิตที่บันทึกเรื่องราวของกันและกัน ตลอดการสัมภาษณ์ชั่วโมงกว่าๆ นอกจากจะแฉวีรกรรมของเพื่อนสมัยเรียน ยังพลัดกันปล่อยมุกรับส่งกันอย่างต่อเนื่อง เรียกเสียงหัวเราะในห้องสัมภาษณ์ได้ตลอด


สิ่งที่ประทับใจในตัวกันและกัน
 
ปุ๊กกี้ : (หัวเราะ) เอาจริงๆ เราไม่ใช่เพื่อนสายซึ้งกันหรอก เติ้ลเขาจะเป็นคนที่คนทั่วไปรับนิสัยเค้าได้ยาก เพราะว่าจะมีหลักเกณฑ์ในชีวิตเยอะมาก จะต้องทานข้าวตอน 11 โมง ทานอีกทีประมาณบ่ายสอง ทานอีกทีประมาณ 4 โมงครึ่ง ในขณะที่มนุษย์ปกติเขาจะทานข้าวกันตอนเที่ยง แล้วพอถึงเวลาเขียนบทเรามักจะเขียนกันจนถึงเที่ยงแล้วค่อยเบรก ซึ่งเติ้ลเขาจะมาแบบว่า ขอเบรกก่อนได้มั้ยต้องกินข้าวตอน 11 โมง อะไรอย่างนี้ หรือมีเหตุการณ์อื่นอีก เช่น เวลาเข้าห้องน้ำที่ห้องเติ้ล เขาก็จะบอกว่า ไม่ต้องกดชักโครกนะเดี๋ยวฉี่อีกทีค่อยกดทีเดียว จะได้คุ้มค่าน้ำ เนี่ยเขาจะเป็นแบบนี้ ซึ่งคนอื่นเขาจะไม่เข้าใจหรอกมีแต่เราที่เข้าใจมัน
 
                นอกจากนี้เติ้ลจะดีอย่างตรงที่ว่า เราสามารถด่ามันได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เพราะว่าเติ้ลจะไม่เคยโกรธเลย ใครด่ามาก็จะ “เออไม่เป็นไร” เป็นคนที่พูดตรงๆ กันได้เลย ติดเงินอยู่ 3 บาทก็ทวงมันได้ทันที ไม่มีมาต้องคิดเลยว่าเดี๋ยวมันจะเสียใจ แถมแป็นคนที่เถียงด้วยแล้วสนุกมาก
 
เติ้ล : ก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมเป็นแบบนั้นนะ สงสัยภูมิต้านทานทางหน้าจะหนามากมั้ง(หัวเราะ) คือเราจะรู้ด้วยแหละว่า มันก็ไม่ได้เกลียดอะไรเราหรอก ส่วนที่เราประทับใจในตัวมัน ก็คงเป็นเพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่สามารถพูดได้หมดทุกเรื่อง เป็นคนไทป์เดียวกันโดยไม่ต้องมานั่งพิธีรีตรองใส่กัน และมันจะไม่ทำร้ายเราแน่ๆ นอกจากนี้อีกอย่างที่ประทับใจคือ นางเป็นคนที่เก่งมากสามารถทำได้ทุกอย่าง ยิ่งตอนมีลูกนี่ยิ่งกลายเป็นซุปเปอร์วูแมนใหญ่เลย เพราะลำพังแค่งานเขียนบทอย่างเดียวเรายังรู้สึกเหนื่อยฉิบหายวายวอดแล้ว แต่นางต้องเลี้ยงลูกถึงสองคน ต้องตื่นตี 5 เพื่อมาทำอะไรต่อมิอะไร
 
ปุ๊กกี้ : ตอนนี้เหลือขาดแค่หน้าตาอย่างเดียวละ(หัวเราะ) อย่าให้ได้เปลือยหน้าเด็ดขาด เพราะเคยลบหน้าแล้วออกมารับยาคูลท์ สาวยาคูลท์ถามว่า “อ้าว เจ้าของบ้านไม่อยู่หรอ?” ตอนนั้นรู้สึกช็อคมาก...
 
 
คาแรคเตอร์ตั้งแต่ ‘คุณโฉม’ มาจนถึง ‘ชลลี่’ ทำให้คุณปุ๊กกี้กลายเป็นขวัญใจของชาวตุ๊ด ตรงนี้อยากรู้ข้อดีกับข้อเสียของการมีเพื่อนเป็นตุ๊ดนั้นมีอะไรบ้าง
 
ปุ๊กกี้ : ตั้งแต่เรียนมัธยมก็ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงอยู่แล้ว เหมือนเจอผู้หญิงแล้วมักไม่ค่อยถูกชะตา ก็เลยมักมีเพื่อนเป็นตุ๊ดตลอด และก็ได้เพื่อนตุ๊ดนี่แหล่ะช่วยเหลือเรามาหลายครั้ง เพราะสมัยก่อนจะเกือบโดนคนตบมาหลายที เราก็เลยรู้สึกสนิทใจกับการมีเพื่อนเป็นตุ๊ดมากๆ ซึ่งชาวตุ๊ดเค้าจะมีความ Beyond มีมุมมองอะไรใหม่ๆ ทำให้เราได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้มาจากพวกเค้าทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นการพูด แนวคิดต่างๆ ความตลก ซึ่งเราชอบคนตลกอยู่แล้วด้วย และคนพวกนี้ก็มักจะตลกทุกคน
 
เติ้ล : แต่คือนางจะทันเรานะไม่ว่าจะอารมณ์ขันหรือความคิดที่เราต้องการสื่อ บางคนเขาไม่ทันเรา เราก็จะรู้สึกแบบโอ๊ยไม่ถึงกึ๋นเลย แต่สำหรับปุ๊กกี้คือเล่นกับนางแล้วมันไปได้ถึงความต่ำตม บางทีต่ำกว่าเราอีกก็มี รู้สึกสนอง Need มาก (หัวเราะ)
 
ปุ๊กกี้ : การมีเพื่อนเป็นตุ๊ดเรารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตแฮปปี้มาก เรามีความสุขเพราะคนพวกนี้จริงๆ ส่วนข้อเสียนี่ไม่รู้นะ บางทีอาจจะเป็นเวลาที่มันพูดเรื่องผู้ชายกันแล้วเรารู้สึกรำคาญมั้ง อย่างเจอผู้ชายทีนึงมันก็พูด “โอ๊ย น้ำเดิน! น้ำเดิน! น้ำเดิน!” คือเรารับได้แหละแต่จะชอบด่าในเวลาที่มันตุ๊ดมากๆ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไรหรอกนะ
 
เติ้ล : นางจะชอบคอมเมนต์โมเมนต์อะไรแบบนี้ อย่างเวลาใส่ชุดอะไรมา นางก็จะบอกโอ๊ยเสื้อตัวนี้มันดูตุ๊ดมากๆ อ้าวก็เราเป็นตุ๊ดอ่ะ คือบางทีถ้าตุ๊ดมากปุ๊กกี้จะไม่ชอบ
 
ปุ๊กกี้ : ก็ดูบางชุดสิเติ้ล ขนาดเราเป็นผู้หญิงยังไม่สามารถที่จะใส่อะไรอย่างนี้ได้เลย(หัวเราะ)
 
 
ถามเติ้ล คุณสมบัติแบบไหนของผู้หญิงที่ตุ๊ดจะเอามาเป็นเพื่อน
 
เติ้ล : ไม่ได้เลือกอะไรหรอกเพราะความจริงเติ้ลก็มีเพื่อนหลายแบบอยู่แล้ว อันที่จริงก็คงเลือกจากความจริงใจมากกว่าและสามารถคุยกันได้ทุกเรื่องราว แต่ถ้าให้ลองในอีกมุมมอง บางทีตุ๊ดอาจจะชอบเพื่อนชะนีที่ตลกก็ได้มั้ง แนวขำๆ บ้าด้วยกันได้ ไม่ต้องมาเก๊กกัน คือเจอคนแบบนี้มันจะรู้สึกเหมือนได้ลับสมองประลองไอเดียเวลาเราด่ากัน มันสนุกดีนะ ทั้งนี้ทั้งนั้นหลักๆ เบสิคของเราก็เลือกที่ความจริงใจไว้ก่อนนั่นแหละ เหมือนเลือกคบเพื่อนปกติทั่วไป และสุดท้ายคือยืมเงินได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ(หัวเราะ)
 
ปุ๊กกี้ : และคืนเงินได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจด้วย (หัวเราะ)
 
 
มีความคิดเห็นอย่างไรต่อการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน
 
เติ้ล : ก่อนหน้านี้เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปมต่อชีวิตเท่าไหร่และไม่ได้ต้องการจะเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น มันต้องแต่งงานหรือเปล่า? ต้องอะไรมั้ย? แต่มีเหตุการณ์นึงซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่นานนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่า ทำไมการเป็นเกย์ทำให้เรารู้สึกมีปมได้ขนาดนี้ คือ ก่อนหน้านี้เวลาถึงวันเกิดเราจะชอบไปบริจาคเลือด ซึ่งปุ๊กกี้จะรู้ว่าก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีแฟนและก็ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วย เอาง่ายๆ คือเพิ่งมาเสียซิงเมื่อไม่นานนี้เองแหละ(หัวเราะ)
 
ปุ๊กกี้ : เดี๋ยวๆ ทำไมต้องเล่าให้เค้าฟังขนาดนี้
 
เติ้ล : ไม่ๆ คือมันจำเป็นต้องเล่า เพราะตอนตรวจมันต้องกรอกรายละเอียดว่าเราเป็นชายรักชายอะไรแบบนี้ ซึ่งก่อนหน้าเราไม่เคยต้องติ๊กว่ามีเพศสัมพันธ์มาก่อน ก็บริจาคเลือดได้ตามปกติ ไม่เคยมีปัญหาอะไร จนกระทั่งวันเกิดที่ผ่านมาเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งเติ้ลก็มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนไปบริจาคเลือดเราจึงไปตรวจเลือดที่สภากาชาดให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีปัญหาอะไร ผลตรวจออกมาเป็นลบก็โอเค พร้อมถามย้ำเจ้าหน้าที่ว่าชัวร์แล้วใช่มั้ย จะไม่มีโผล่มา 3-6 เดือนหลังแบบนั้นใช่มั้ย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า 100 % พอได้ยินอย่างนั้นเราก็แฮปปี้
 
                 กระทั่งถึงวันเกิดเราก็ไปบริจาคเลือดตามที่ตั้งใจไว้ ครั้งนี้ก็กรอกลงไปว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วกับชาย แต่ป้องกันและไม่ได้เปลี่ยนคู่นอน กรอกเสร็จก็นำไปยื่น “ขอโทษนะคะ น้องบริจาคไม่ได้” เราก็อึ้ง จริงๆ เหมือนเคยรู้มาก่อนอยู่แล้วนะ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะสาเหตุอะไร ผลเลือดไม่มี หรือไม่ได้เพราะมันมีความเสี่ยงรึเปล่า เราก็ยืนยันกับเขาว่าเราไปตรวจเลือดมาแล้วนะ ซึ่งเขาก็เข้าใจแต่ก็ย้ำกลับมาว่า “นี่คือกฎ ถ้าคุณเป็นเกย์และมีเพศสัมพันธ์แล้ว คุณบริจาคเลือดไม่ได้” ส่วนเรื่องผลเลือดเขาก็อธิบายว่ามันไม่ใช่ผลเลือดที่ 100% เราก็อ้าวทางนู้นเขายืนยันมา แต่สุดท้ายยังไงก็คือกฎมันไม่ให้อยู่ดี แล้วเราก็รู้สึกเฟลเพราะวันนั้นมันเป็นวันเกิด แต่คือเจ้าหน้าที่เขาก็พูดดีนะว่า “พี่เชื่อนะว่าน้องน่ะไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้มีเลือดบวก เพราะว่าน้องก็จริงใจพอที่จะบอกว่าเป็นชายรักชาย แต่คือพี่ก็ฝืนกฎไม่ได้จริงๆ” เราก็ถามต่อว่าแสดงว่าต่อไปก็ไม่สามารถบริจาคเลือดได้อีกแล้วใช่มั้ย เขาก็บอก “ใช่ น้องก็ไปทำความดีอย่างอื่นแทนแล้วกัน” ตอนนั้นเองมันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย อ๋อ การเป็นเกย์มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มันทำให้เราบริจาคเลือดไม่ได้
 
                เคสนี้มันก็จะคล้ายๆ กับที่ถามเรื่องการแต่งงาน คือเรื่องนั้นตอนแรกเราก็ไม่ได้อะไร รักกันก็คือรักกัน จะแต่งหรือไม่แต่งมันไม่สำคัญเท่าความรัก แต่แล้วเราก็มาเข้าใจเหตุผลในตอนหลัง ที่เรียกร้องสิทธิต่างๆ เป็นเพราะว่า เค้าไม่สามารถมีสิทธิร่วมกันกับคู่ของเขาได้ เช่นเรื่องทรัพย์สินที่หามาด้วยกัน เกิดป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมา มันเซ็นให้กันไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นคนในครอบครัว ตรงนี้มันเลยทำให้รู้สึกว่าสักวันก็คงมาถึงเรา
 
ปุ๊กกี้ : ตอนแรกเราก็รู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้นะ เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เห็นคู่เกย์ที่อยู่ด้วยกันเป็นแฟนกันก็ดูน่ารักดี แต่พอแต่งงานแล้วมันดูจริงจังขึ้นทันทีจนเรารู้สึกว่าจะทำให้ซีเรียสแบบนั้นไปทำไม กระทั่งวันหนึ่งเราทำงานแล้วมันมีเคสแบบเกย์เป็นแฟนกันนี่แหละ ทีนี้คู่ของเขาป่วยจนต้องได้รับการรักษาขั้นสูงสุดที่ต้องให้ญาติมาเซ็น แล้วคือเขาไม่มีญาติเลย อารมณ์ประมาณว่าตัดขาดกันไปแล้ว ซึ่งคู่ของเขาจะเซ็นก็เซ็นให้ไม่ได้แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้วก็ตาม ทำให้เค้ารู้สึกช้ำใจมาก ในมุมเรามันดูโหดร้ายมากเลยนะเรื่องนี้ หรืออย่างบางเคสที่แฟนตายแล้วญาติก็มากอบโกยไปหมดเลยก็มี จากเรื่องเหล่านี้มันเลยทำให้เรารู้สึกเห็นด้วยกับการแต่งงาน เค้าควรจะแต่งงานกันได้ มันจะมีเรื่องอะไรที่ต้องมาห้ามกัน
 
เติ้ล : คือเรารู้สึกว่าทุกวันนี้ความรักหรือเรื่องเพศมันควรต้องยอมรับกันได้แล้ว ตัวเติ้ลเป็นคริสต์นะ อันนี้ไม่รู้นะสำหรับคนที่เคร่งๆ เขาอาจจะด่าเราก็ได้ แต่ในความเห็นของเติ้ลมีความรู้สึกว่า พระเจ้าคงไม่ได้ต้องการแยกแน่ๆ ว่าต้องชายรักหญิงเพียงเท่านั้น พระเจ้าแค่บอกว่าความรักมันคือความรัก แค่เรารักกันก็พอแล้ว
 
 
สำหรับปุ๊กกี้โอเคมั้ยถ้าลูกจะเป็นตุ๊ด
 
ปุ๊กกี้ : ในมุมหนึ่งก็เหมือนที่เติ้ลบอก เอาจริงๆ ถ้าเลือกได้เราก็อยากให้ลูกปกตินั่นล่ะ แต่ถ้าเป็นขึ้นมาจริงๆ เราก็คงไม่ติดอะไร แค่อาจจะร้องไห้สัก 2-3 วัน(หัวเราะ) เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าลูกจะเป็นตุ๊ดมันต้องเป็นตุ๊ดแบบเพื่อนๆ เรา เป็นตุ๊ดคุณภาพ คือเราค่อนข้างมั่นใจหากลูกเราเป็นตุ๊ด ก็ต้องซึมซับสภาวะแวดล้อมแบบนี้
 
เติ้ล : เราก็ค่อนข้างมั่นใจเหมือนกันนะ หากลูกของปุ๊กกี้ต้องเป็นตุ๊ดขึ้นมาก็จะเป็นตุ๊ดที่ดีมากๆ แน่นอน มันต้องได้จากแม่และพ่อของมันมา
 
อยากรู้ว่าแต่ละคนเป็นห่วงกันและกันในเรื่องอะไร
 
ปุ๊กกี้ : ก็น่าจะเรื่องโรคติดต่ออะไรแบบนี้ (หัวเราะ)
 
                ที่ห่วงจริงๆ คือตอนนี้เติ้ลเค้ากำลังมีโปรเจคต้องเป็นผู้กำกับเรื่องแรก เราก็กลัวว่าเค้าจะเข้าใจมั้ยนะ เพราะเวลากำกับมันจะมีเรื่องมุมกล้องเข้ามาเกี่ยว อย่างตอนที่มุกทำ ทุกอย่างมันจะดูวุ่นวายมาก มีตัดต่อ มีคลิปนู่นคลิปนี่ แต่ไอ้เรื่องบทบาทการแสดงหรือเรื่องบทตัวละคร เราจะไม่ห่วงเพราะมันเนี๊ยบ แต่จะห่วงเรื่องเทคนิคโมเมนต์ความเป็นชาย  อย่างต้องไปออกกอง สั่งคัท แอคชั่น ก็ห่วงงานใหม่ที่เป็นผลงานกำกับชิ้นแรกตรงนี้เองนั่นแหล่ะซึ่งจะทำให้เติ้ลก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เราก็เอาใจช่วยเขาอยู่
 
เติ้ล : เอาจริงๆ ปุ๊กกี้ไม่มีอะไรให้น่าห่วงนะ(หัวเราะ) เรารู้ว่ามันเป็นคนเก่ง ซึ่งมีหลายจังหวะในชีวิตมากๆ ที่มันควรจะดังกว่านี้ แต่นางไม่ยอมทำ ไม่กล้าทำ นางอยากจะมีชีวิตส่วนตัว
 
 
Developer : SHOW ON NETWORK